ร้านวัสดุก่อสร้างที่ไม่ให้เครดิตช่างเลยจะเสียลูกค้าประจำไปหมด เพราะช่างและผู้รับเหมาทำงานด้วยรอบเงินที่ได้จากเจ้าของงาน ไม่ใช่เงินสดในกระเป๋า
แต่ร้านที่ให้เครดิตแบบไม่มีระบบก็จะพบว่า วันหนึ่งมีลูกหนี้ค้างอยู่หลายแสนโดยไม่รู้ว่าใครค้างเท่าไรและนานแค่ไหน
ทำไมสมุดจดถึงเอาไม่อยู่
ร้านส่วนใหญ่เริ่มจากสมุดหรือไฟล์ Excel ซึ่งพอใช้ได้ตอนมีลูกหนี้สิบราย แต่พังเมื่อโตขึ้น
- ไม่รู้ยอดค้างจริงตอนลูกค้ามาซื้อ — พนักงานหน้าร้านตอบไม่ได้ว่ารายนี้ค้างอยู่เท่าไร จึงปล่อยขายเชื่อเพิ่มไปก่อน
- ไม่รู้ว่าหนี้แต่ละก้อนอายุเท่าไร — ยอดรวมเท่ากันแต่ค้าง 15 วันกับค้าง 120 วันมีความหมายต่างกันสิ้นเชิง
- ทวงตามความรู้สึก — ทวงคนที่นึกออก ไม่ใช่คนที่ค้างนานที่สุดหรือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุด
- ลูกค้าเถียงเรื่องยอด — ไม่มีใบแจ้งยอดที่ออกจากระบบเดียวกับที่ขาย ทำให้ตัวเลขไม่ตรงกันบ่อย
สามอย่างที่ระบบเครดิตต้องทำได้
1. วงเงินและเครดิตเทอมที่ระบบบังคับให้เอง
ตั้งไว้ที่ลูกค้าแต่ละรายว่าให้ค้างได้สูงสุดเท่าไร และกี่วัน เมื่อยอดจะเกินวงเงิน ระบบต้องเตือนหรือบล็อกที่หน้าจอขายทันที ไม่ใช่ให้พนักงานจำเอง
ข้อดีที่คนมองข้ามคือมันช่วยพนักงานหน้าร้าน การบอกลูกค้าว่า "ระบบขึ้นว่าเกินวงเงินครับ ต้องเคลียร์ก่อน" ง่ายกว่าการบอกว่า "ผมว่าพี่ค้างเยอะแล้วนะ" มาก และไม่ทำให้เสียความสัมพันธ์
2. AR Aging — รายงานที่บอกว่าเงินอยู่ที่ไหนมานานแค่ไหน
รายงานลูกหนี้ควรแยกตามอายุหนี้ ไม่ใช่แค่ยอดรวม
| ช่วงอายุหนี้ | ความหมาย | ควรทำอะไร |
|---|---|---|
| ยังไม่ถึงกำหนด | ปกติ อยู่ในเครดิตเทอม | ไม่ต้องทำอะไร |
| เกิน 30 วัน | เริ่มช้า อาจแค่ลืม | ส่งใบแจ้งยอดเตือนแบบสุภาพ |
| เกิน 60 วัน | มีสัญญาณ ต้องคุยกัน | โทรคุย ตกลงกำหนดชำระ ระงับเครดิตใหม่ชั่วคราว |
| เกิน 90 วัน | เสี่ยงเป็นหนี้เสีย | หยุดขายเชื่อ ทำแผนผ่อนชำระเป็นลายลักษณ์อักษร |
ประโยชน์จริงของรายงานนี้คือทำให้การทวงหนี้กลายเป็นงานประจำที่มีลำดับ แทนที่จะเป็นเรื่องที่ทำเมื่อนึกได้
3. ใบแจ้งยอดที่ออกจากระบบเดียวกับที่ขาย
Statement ที่ลูกค้าได้รับต้องมาจากข้อมูลชุดเดียวกับที่บันทึกตอนขาย ระบุเลขที่บิล วันที่ ยอด และยอดค้างสะสม เมื่อลูกค้าเห็นรายละเอียดครบจะไม่มีการเถียงเรื่องตัวเลข และการทวงกลายเป็นเรื่องของเอกสาร ไม่ใช่เรื่องของความสัมพันธ์
ราคาปลีกกับราคาส่งในระบบเดียว
ร้านวัสดุขายทั้งเจ้าของบ้านที่ซื้อชิ้นเดียวและช่างที่ซื้อยกลัง ถ้าระบบมีราคาเดียว พนักงานต้องกดส่วนลดเองทุกครั้ง ซึ่งเปิดช่องให้ทั้งความผิดพลาดและการทุจริต
สิ่งที่ควรทำได้:
- ราคาตามจำนวนอัตโนมัติ — ซื้อถึงจำนวนที่กำหนดแล้วเปลี่ยนเป็นราคาส่งเอง ไม่ต้องกดส่วนลด
- ราคาเฉพาะลูกค้า — ผู้รับเหมารายใหญ่ที่ตกลงราคาพิเศษไว้ ระบบดึงราคานั้นให้เมื่อเลือกชื่อลูกค้า
- เห็นกำไรต่อบิล — เพื่อรู้ว่าราคาส่งที่ให้ไปยังเหลือกำไรอยู่จริงหรือเปล่า
ใบเสนอราคา — จุดเริ่มของงานใหญ่
งานก่อสร้างเกือบทุกงานเริ่มจากใบเสนอราคา ร้านที่ออกใบเสนอราคาได้เร็วและถูกต้องจะได้งานมากกว่า
สิ่งที่ทำให้ต่างกันคือใบเสนอราคาต้องแปลงเป็นบิลขายได้ในคลิกเดียว ไม่ต้องคีย์รายการใหม่ เพราะการคีย์ซ้ำคือจุดที่ราคาและจำนวนคลาดเคลื่อนบ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุของการทะเลาะกับลูกค้าหลังส่งของ
ระบบยังควรเก็บประวัติว่าเคยเสนอราคาอะไรให้ใครไปเท่าไร เพื่อไม่ให้เสนอราคาคนเดียวกันไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกค้าจำได้แม่นกว่าที่ร้านคิด
เช็กลิสต์ก่อนเลือกระบบ
- ตั้งวงเงินและจำนวนวันเครดิตรายลูกค้าได้ไหม และระบบเตือนที่หน้าจอขายไหม
- มีรายงาน AR Aging แยกช่วงอายุหนี้ไหม
- ออกใบแจ้งยอด (Statement) ให้ลูกค้ารายตัวได้ไหม
- ตั้งราคาส่งอัตโนมัติตามจำนวนได้ไหม โดยไม่ต้องกดส่วนลดเอง
- ใบเสนอราคาแปลงเป็นบิลขายได้โดยไม่ต้องคีย์ใหม่ไหม
- ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม
- เห็นกำไรต่อบิลตอนขายได้ไหม
- ถอดปลั๊กเน็ตแล้วยังขายและเช็กยอดค้างได้ไหม
สรุป
ขายเชื่อไม่ใช่ความเสี่ยงถ้ามีข้อมูล ความเสี่ยงเกิดตอนที่ตัดสินใจให้เครดิตโดยไม่รู้ว่าลูกค้ารายนั้นค้างอยู่เท่าไรและมานานแค่ไหน
สามอย่างที่เปลี่ยนเกมคือ วงเงินที่ระบบบังคับเอง · AR Aging ที่ดูได้ทุกสัปดาห์ · ใบแจ้งยอดที่ออกจากระบบเดียวกับที่ขาย เมื่อมีครบสามอย่าง การให้เครดิตจะกลายเป็นเครื่องมือขยายยอด แทนที่จะเป็นหลุมที่เงินหายไป
อยากลองระบบร้านวัสดุก่อสร้างของ GutePOS?
ขายปลีก-ส่งในระบบเดียว ราคาส่งอัตโนมัติตามจำนวน ใบเสนอราคา ระบบเครดิต AR Aging และใบกำกับภาษีเต็มรูป (รวมในแพ็กเกจ Pro ขึ้นไป) — ทดลองฟรี 14 วัน
ดูโซลูชันร้านวัสดุก่อสร้าง