ร้านวัสดุก่อสร้าง

ร้านวัสดุก่อสร้างขายเชื่อช่างยังไง
ไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย

ขายเชื่อคือสิ่งที่ทำให้ร้านวัสดุโตได้ และเป็นสิ่งที่ทำให้ร้านเจ๊งได้เหมือนกัน ต่างกันที่มีระบบคุมหรือไม่มี

หน้าแรก บทความ ร้านวัสดุก่อสร้างขายเชื่อ

ร้านวัสดุก่อสร้างที่ไม่ให้เครดิตช่างเลยจะเสียลูกค้าประจำไปหมด เพราะช่างและผู้รับเหมาทำงานด้วยรอบเงินที่ได้จากเจ้าของงาน ไม่ใช่เงินสดในกระเป๋า

แต่ร้านที่ให้เครดิตแบบไม่มีระบบก็จะพบว่า วันหนึ่งมีลูกหนี้ค้างอยู่หลายแสนโดยไม่รู้ว่าใครค้างเท่าไรและนานแค่ไหน

ทำไมสมุดจดถึงเอาไม่อยู่

ร้านส่วนใหญ่เริ่มจากสมุดหรือไฟล์ Excel ซึ่งพอใช้ได้ตอนมีลูกหนี้สิบราย แต่พังเมื่อโตขึ้น

จุดที่อันตรายที่สุดคือข้อแรก — เมื่อพนักงานหน้าร้านไม่รู้ยอดค้าง การขายเชื่อจะกลายเป็นเรื่องของความเกรงใจ ลูกค้าที่ค้างมากที่สุดมักเป็นคนที่มาซื้อบ่อยที่สุดและสนิทที่สุด ซึ่งเป็นคนที่ปฏิเสธยากที่สุดด้วย

สามอย่างที่ระบบเครดิตต้องทำได้

1. วงเงินและเครดิตเทอมที่ระบบบังคับให้เอง

ตั้งไว้ที่ลูกค้าแต่ละรายว่าให้ค้างได้สูงสุดเท่าไร และกี่วัน เมื่อยอดจะเกินวงเงิน ระบบต้องเตือนหรือบล็อกที่หน้าจอขายทันที ไม่ใช่ให้พนักงานจำเอง

ข้อดีที่คนมองข้ามคือมันช่วยพนักงานหน้าร้าน การบอกลูกค้าว่า "ระบบขึ้นว่าเกินวงเงินครับ ต้องเคลียร์ก่อน" ง่ายกว่าการบอกว่า "ผมว่าพี่ค้างเยอะแล้วนะ" มาก และไม่ทำให้เสียความสัมพันธ์

2. AR Aging — รายงานที่บอกว่าเงินอยู่ที่ไหนมานานแค่ไหน

รายงานลูกหนี้ควรแยกตามอายุหนี้ ไม่ใช่แค่ยอดรวม

ช่วงอายุหนี้ความหมายควรทำอะไร
ยังไม่ถึงกำหนดปกติ อยู่ในเครดิตเทอมไม่ต้องทำอะไร
เกิน 30 วันเริ่มช้า อาจแค่ลืมส่งใบแจ้งยอดเตือนแบบสุภาพ
เกิน 60 วันมีสัญญาณ ต้องคุยกันโทรคุย ตกลงกำหนดชำระ ระงับเครดิตใหม่ชั่วคราว
เกิน 90 วันเสี่ยงเป็นหนี้เสียหยุดขายเชื่อ ทำแผนผ่อนชำระเป็นลายลักษณ์อักษร

ประโยชน์จริงของรายงานนี้คือทำให้การทวงหนี้กลายเป็นงานประจำที่มีลำดับ แทนที่จะเป็นเรื่องที่ทำเมื่อนึกได้

3. ใบแจ้งยอดที่ออกจากระบบเดียวกับที่ขาย

Statement ที่ลูกค้าได้รับต้องมาจากข้อมูลชุดเดียวกับที่บันทึกตอนขาย ระบุเลขที่บิล วันที่ ยอด และยอดค้างสะสม เมื่อลูกค้าเห็นรายละเอียดครบจะไม่มีการเถียงเรื่องตัวเลข และการทวงกลายเป็นเรื่องของเอกสาร ไม่ใช่เรื่องของความสัมพันธ์

ราคาปลีกกับราคาส่งในระบบเดียว

ร้านวัสดุขายทั้งเจ้าของบ้านที่ซื้อชิ้นเดียวและช่างที่ซื้อยกลัง ถ้าระบบมีราคาเดียว พนักงานต้องกดส่วนลดเองทุกครั้ง ซึ่งเปิดช่องให้ทั้งความผิดพลาดและการทุจริต

สิ่งที่ควรทำได้:

ข้อสุดท้ายสำคัญกับร้านวัสดุมากกว่าธุรกิจอื่น เพราะสินค้าบางตัวมีกำไรบางมาก การให้ราคาส่งโดยไม่ดูต้นทุนอาจกลายเป็นขายขาดทุนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนแต่ละรอบซื้อไม่เท่ากัน

ใบเสนอราคา — จุดเริ่มของงานใหญ่

งานก่อสร้างเกือบทุกงานเริ่มจากใบเสนอราคา ร้านที่ออกใบเสนอราคาได้เร็วและถูกต้องจะได้งานมากกว่า

สิ่งที่ทำให้ต่างกันคือใบเสนอราคาต้องแปลงเป็นบิลขายได้ในคลิกเดียว ไม่ต้องคีย์รายการใหม่ เพราะการคีย์ซ้ำคือจุดที่ราคาและจำนวนคลาดเคลื่อนบ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุของการทะเลาะกับลูกค้าหลังส่งของ

ระบบยังควรเก็บประวัติว่าเคยเสนอราคาอะไรให้ใครไปเท่าไร เพื่อไม่ให้เสนอราคาคนเดียวกันไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกค้าจำได้แม่นกว่าที่ร้านคิด

เช็กลิสต์ก่อนเลือกระบบ

  1. ตั้งวงเงินและจำนวนวันเครดิตรายลูกค้าได้ไหม และระบบเตือนที่หน้าจอขายไหม
  2. มีรายงาน AR Aging แยกช่วงอายุหนี้ไหม
  3. ออกใบแจ้งยอด (Statement) ให้ลูกค้ารายตัวได้ไหม
  4. ตั้งราคาส่งอัตโนมัติตามจำนวนได้ไหม โดยไม่ต้องกดส่วนลดเอง
  5. ใบเสนอราคาแปลงเป็นบิลขายได้โดยไม่ต้องคีย์ใหม่ไหม
  6. ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม
  7. เห็นกำไรต่อบิลตอนขายได้ไหม
  8. ถอดปลั๊กเน็ตแล้วยังขายและเช็กยอดค้างได้ไหม
หมายเหตุเรื่องแพ็กเกจ: ฟีเจอร์กลุ่ม B2B (ขายเชื่อ ใบเสนอราคา AR Aging และ Statement) ของ GutePOS รวมอยู่ในแพ็กเกจ Pro ขึ้นไป ส่วน Starter และ Standard ไม่รองรับ — ควรตรวจเรื่องนี้กับผู้ขายทุกเจ้าเพราะหลายที่คิดเป็นส่วนเสริมรายเดือนแยก

สรุป

ขายเชื่อไม่ใช่ความเสี่ยงถ้ามีข้อมูล ความเสี่ยงเกิดตอนที่ตัดสินใจให้เครดิตโดยไม่รู้ว่าลูกค้ารายนั้นค้างอยู่เท่าไรและมานานแค่ไหน

สามอย่างที่เปลี่ยนเกมคือ วงเงินที่ระบบบังคับเอง · AR Aging ที่ดูได้ทุกสัปดาห์ · ใบแจ้งยอดที่ออกจากระบบเดียวกับที่ขาย เมื่อมีครบสามอย่าง การให้เครดิตจะกลายเป็นเครื่องมือขยายยอด แทนที่จะเป็นหลุมที่เงินหายไป

อยากลองระบบร้านวัสดุก่อสร้างของ GutePOS?

ขายปลีก-ส่งในระบบเดียว ราคาส่งอัตโนมัติตามจำนวน ใบเสนอราคา ระบบเครดิต AR Aging และใบกำกับภาษีเต็มรูป (รวมในแพ็กเกจ Pro ขึ้นไป) — ทดลองฟรี 14 วัน

ดูโซลูชันร้านวัสดุก่อสร้าง